วิตามินรวม กับการบำรุงสมองในสตรีสูงวัย  

by nutrakal_admin date: July 5, 2016

ข้อมูลจากงานวิจัยในประเทศออสเตรเลีย ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Physiology & Behavior โดยศึกษา เปรียบเทียบผู้ที่ได้รับอาหารเสริมวิตามิน ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ สารต้านอนุมูลอิสระ และสารสกัดจากสมุนไพรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท เทียบกับยาหลอก ในผู้หญิงสูงวัย จำนวน 56 คน เป็นเวลา 16 สัปดาห์ แสดงผลว่า อาหารเสริมวิตามินรวม แร่ธาตุและส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด สามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทในผู้หญิงสูงวัยได้ Helen Macpherson หัวหน้าผู้วิจัยจาก The Centre for Human Psychopharmacology ที่ Swinburne University ในเมลเบิ้ล ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า “ผลการศึกษาแสดงผลชัดเจน คือ เพิ่มความแม่นยำในการตอบสนองได้ และยังระบุด้วยว่า “การค้นพบครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่บอกว่า วิตามินรวมสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทได้”

บทความโดย Stephen Daniells, 27 ก.ย. 2012
30072397_l

 

กลไกการทำงาน

ผู้วิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า วิตามินรวมที่นำมาใช้นั้นมีส่วนผสมอื่นๆร่วมอยู่ด้วยอีกหลายตัว จึงได้แต่เพียงคาดเดาเท่านั้นว่ากลไกจริงๆเป็นอย่างไร อาหารเสริมวิตามินรวมไม่ได้ส่งผลต่อกระบวนการอักเสบหรือภาวะที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ แต่อาหารเสริมวิตามินรวมนั้นไปช่วยลดระดับของโฮโมซิสเทอิน (homocysteine) จากงานวิจัยด้านระบาดวิทยาก่อนหน้านี้ ได้รายงานว่า ระดับโฮโมซิสเทอินที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม (dementia) ได้ ในการศึกษาฟรามิงแฮม (Framingham Study) ได้รายงานอีกด้วยว่า ผู้ที่มีระดับโฮโมซิสเทอินสูงเกิน 14 ไมโครโมลต่อลิตรนั้นจะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ในอาหารเสริมวิตามินรวมนั้นยังมีส่วนผสมของสมุนไพรอีกหลายชนิด ได้แก่ ใบแปะก๊วย (G.biloba) และ B.Monniera ซึ่งได้รับการรายงานว่ามีส่วนช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะซิทิลโคลีเนสเทอเรส (acetylcholinesterase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายสารสื่อประสาท อะซิทิลโคลีน (acetylcholine) จึงส่งผลช่วยรักษาระดับของสารสื่อประสาทอะซิทิลโคลีนในร่างกายไว้ได้ B-Monniera ใช้ในการช่วยเพิ่มความจำ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสารสื่อประสาทอะซิทิลโคลีนนั่นเอง

ผู้วิจัยสรุปว่า “การศึกษาในอนาคตควรจะต้องระบุถึงผลของวิตามินรวมที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของ SSVEP ภายใต้การวัดแบบเดียวกัน ซึ่งอาจจะทำให้สามารถยืนยันหลักฐานได้แน่ชัดยิ่งขึ้น”

แหล่งที่มา : Physiology & Behavior